ตัดกรรมตามแนวพุทธ ธรรมะโดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

 

ตัดกรรม-แก้กรรม-สแกนกรรมฯลฯอีกสารพัดข่าวคราวเรื่องกรรมๆที่โหมกระหน่ำท้าทายความคิดผู้คนในสังคมไทย ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาปลุกกระแสข้อสงสัยไปทุกหย่อมหญ้าทั่วประเทศไทยว่า ตกลงแล้ว “การแก้กรรม” ทำได้จริงๆหรือ ?
พระมหาวุฒิชัย  วชิรเมธี หรือ ท่าน ว.วชิรเมธีพระนักวิชาการผู้แตกฉานแห่งยุค ได้ชี้ทางสว่าง ในประเด็นนี้เอาไว้ในหนังสือ “ธรรมะศักดิ์สิทธิ์” ตามเนื้อหาบางส่วนดังนี้

ตัดกรรมตามแนวพุทธ (๑)
บทนำ …

“คนเกิดปีมะชะตาขาด”
อ่านข่าวประชาชนคนเกิดปีมะ (มะเมีย)
และคนที่อักษร ศ-ษ-ส-ว-ม กว่าสองพันคน แห่กันไปทำบุญสะเดาะห์เคราะห์ ต่อชะตาที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ตามคำโฆษณาของพระสงฆ์ที่พิมพ์
ใบปลิวแจกไป ทั่วประเทศนับหมื่น ๆ
ใบจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับ
วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๕ แล้วรู้สึกสงสาร
ชาวพุทธจับใจพร้อม ๆ กับที่สลดใจ
ในพฤติกรรมของพระสงฆ์องคเจ้าบางกลุ่ม
ที่อุตริทำตนเก่งกว่าพระพุทธเจ้า
สอนพระพุทธศาสนานอกธรรมนอกวินัย
แม้จะไม่ใช่ความผิดใหญ่ร้ายแรง
แต่ก็ใกล้ต่อการทุจริตมิจฉาอาชีวะ
ซึ่งพระสงฆ์ไม่ควรทำ ในใบปลิว
เชิญชวนนั้นแจ้งว่า ผู้ที่เกิดปีมะ
อาจจะชะตาขาด ต้องรีบทำบุญ
สะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตาหรือรีบ
“ตัดกรรม” เสียโดยไว้ โดยให้ไปร่วมพิธีกับ
พระเกจิอาจารย์ผู้ชำนาญด้านการตัดกรรม
เป็นต้น ความจริงในใบปลิวมีข้อความ
โฆษณาชวนเชื่อมากกว่านี้ แต่ประเด็นท
ี่ผู้เขียนสนใจคือ เรื่องการ “ตัดกรรม”

พระพุทธศาสนานำเสนอหลักความจริงเรื่องกรรมและ การตัดกรรมอย่างเป็นกลางตามหลักความจริงทางธรรมชาติ หลักกรรมเป็นหลักแห่งเหตุผล และจะตัดกรรมก็ต้องตัดอย่างถูกต้องตามหลักการและเหตุผล ไม่ใช่ด้วยการไปทำพิธีกับพระเกจิอาจารย์บางรูปแล้ว ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินไม่น้อย ที่สำคัญ หากคนเราสามารถตัดกรรมที่ทำมาด้วยการจ่ายค่าบูชาครู และมีผู้ชำนาญการทำพิธีตัดกรรมให้เสร็จสรรพอย่างนี้ ใครอยากทำทุจริตมิจฉาชีพอย่างไรก็ได้ เพราะทำแล้วก็ไปให้ครูบาอาจารย์ท่านทำพิธีตัดกรรมเสียก็สิ้นเรื่อง
ความจริงเรื่อง กรรมและการตัดกรรม ไม่สามารถทำได้อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ และนำมาโหมโฆษณากันอยู่เวลานี้แต่อย่างใด หลักกรรมที่คนส่วนใหญ่เข้าใจและที่ พระบางกลุ่มนำมาเสนอต่อสาธารณะ เพื่อใช้เป็นช่องทางหากิน แต่เป็นหลักกรรมเชิงพาณิชย์ที่มีหลักคิดอยู่บนพื้นฐาน เรื่อง “กำไร” เป็นสำคัญ

ตัดกรรมตามแนวพุทธ (๒)
ความหมายของกรรม …
“กรรม” ตามความหมายที่แท้ หมายถึง การกระทำทางกาย วาจา และใจ ที่ประกอบด้วยเจตนาหรือความจงใจ การกระทำที่ปราศจากเจตนาหรือความจงใจไม่จัดเป็นกรรม เช่น การหาว การง่วงนอน การหิว การเดินชนกันโดยบังเอิญ การกระทำอย่างนี้จัดเป็นเพียง “กิริยา” ไม่ถือว่าเป็นกรรม
แต่การหัวเราะเยาะเพื่อจงใจจะเยาะเย้ยคนอื่น การตั้งใจเดินชนคนอื่นเพื่อให้เขาได้รับผลอย่างใดอย่างหนึ่ง การวางแผนทำร้ายคนอื่นและลงมือกระทำการตามแผนการนั้นจนบรรลุผล หรือการตั้งใจทำบุญตักบาตร การกระทำการทุกอย่างที่เกิดจาก “เจตนา” อย่างที่กล่าวมานี้จึงจะถือว่า เป็นกรรมตามความหมายที่แท้ และกรรมที่เราทำลงไปทางกาย ทางวาจา และทางใจ จะส่งผลอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ผลของกรรม เราเรียกว่า “วิบาก” คนไทยรู้จักคำนี้ดี จึงเอามาเรียกรวมกันว่า “วิบากกรรม” หรือแปลว่าผลของกรรม
ตามปกติคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เรื่องกรรมคือเรื่องของการกระทำชั่ว หรือความชั่ว ความเลวร้าย แต่ความจริงกรรมเป็นคำกลาง การจงใจทำชั่วก็จัดเป็นกรรมชั่ว กรรมจึงมีความหมายได้ทั้งในทางดีและทางชั่ว ทำกรรมดีเรียก “กุศลกรรม” และทำกรรมชั่วเรียก “อกุศลกรรม”

ตัดกรรมตามแนวพุทธ (๓)
การให้ผลของกรรม …  
การให้ผลของกรรม เป็นเรื่องซับซ้อนยากเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง พระพุทธองค์ ตรัสว่า เรื่องที่เข้าใจยากสี่เรื่องซึ่งคนธรรมดาไม่ควรนำมาคิดให้เปลืองสมอง คือ
๑. เรื่องพุทธวิสัย …
ความสามารถพิเศษหรืออัจฉริยภาพของพระพุทธเจ้า

๒. เรื่องฌานวิสัย …
ความสามารถพิเศษหรืออัจฉริยภาพของคนที่ฝึกจิตมาเป็นอย่างดี

๓. เรื่องกรรมวิบาก …
การให้ผลของกฎแห่งกรรม

๔. เรื่องโลกจินตา …
การคิดปัญหาอภิปรัชญา เช่น โลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ใครเป็นผู้สร้างโลก
สี่เรื่องนี้พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็น “อจินไตย” คือ เป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาคิด (แต่ไม่ได้ห้ามคิด) เพราะอาจจะทำให้เสียเวลาเปล่า ชวนใจฟุ้งซ่าน ไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาของชีวิต และเป็นเรื่องที่เหนือสามัญวิสัย พิสูจน์ได้ยาก ใครมัวคิดค้นหรือหาทางพิสูจน์ ยังไม่ได้รู้ความจริงก็อาจจะตายเสียก่อน หรือเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ กล่าวโดยย่อ ถึงคิดอย่างไรก็ไม่มีทางได้คำตอบที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะเรื่องทั้งสี่นี้อยู่เหนือวิสัยที่จะเข้าถึงได้ด้วยการคิด หรือการใช้ตรรกะ คิดมากอาจเป็นบ้าเพราะคิด
อย่างไรก็ตาม ที่ท่านไม่แนะนำให้คิดค้นนั้นไม่ได้หมายความว่า เรื่องเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง ตรงกันข้าม เรื่องทั้งสี่นี้เป็นความจริงที่มีอยู่ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกรรมวิบาก หรือการให้ผลของกฎแห่งกรรม เป็นความจริงตามธรรมชาติที่มีอยู่ เป็นอยู่เอง และเกี่ยวข้องกับมนุษย์โดยตรง โดยไม่เกี่ยวกับการค้นพบของพระพุทธเจ้าแต่เป็นธรรมดาตามธรรมชาติ ของกฎแห่งกรรมก็เหมือนกับความมีอยู่ของไฟ ที่ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม แต่เมื่อเอามือไปจี้ไฟทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อว่า ไฟร้อนก็จะไดรับผลเหมือนกัน คือ จะรู้ด้วยตัวเองว่า ไฟนั้นร้อนอย่างไม่มีทางปฏิเสธเป็นอื่นได้

ตัดกรรมตามแนวพุทธ (๔)
พระพุทธองค์ทรงจำนนต่อกฎแห่งกรรม …  
การตัดกรรมเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ต้องทำตามหลักการที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอน ไม่ใช่ตามที่ “เจ้าพิธี” บางคนสอนแล้วเก็บเงินค่าตัดกรรมเป็นสนนราคาแพง ๆ ตัดกรรมอย่างนั้น คนรับตัดกรรมรวยล้น แต่คนไปร่วมพิธีจะมีกรรมหนัก เพราะต้องหนักอกหนักใจกับเงินที่เสียไป บางรายไปยืมเงินคนอื่นมา พอทำพิธีเสร็จแล้วอาจจะสบายใจชั่วครู่ แต่ต้องทนก้มหน้ารับกรรมใหม่ คือ อาจกลายสภาพเป็นลูกหนี้ พลอยมีชีวิตที่ต้องตกอยู่ใต้อาณัติของคนอื่น หรือไม่ตัดกรรมเสร็จแล้วก็สบายใจ จึงรี่ไปสร้างกรรมชั่วอย่างใหม่ขึ้นมาอีก แล้วพอมีเวลาก็แวะมาให้พระเกจิอาจารย์ทำพิธีตัดกรรมเสียทีหนึ่ง

การทำพิธีตัดกรรมในทางหนึ่งจึงกลายเป็นส่งเสริมให้คนกล้าทำกรรมชั่วมากขึ้นอย่างไม่รู้สึกละอายชั่วกลัวบาป ซ้ำยังส่งเสริมให้คนเดินสวนทางพุทธจริยธรรมออกไปไกลอย่างน่าห่วง

การตัดกรรมอย่างนี้จะช่วยอะไรได้ หากพูดอย่างตรงไปตรงมา การไปตัดกรรมโดยผ่านการเข้าพิธีกับ “เจ้าพิธีทั้งหลาย” เป็นการเสียค่าโง่มากกว่าการทำตามหลักพุทธศาสนา และเป็นการสร้างกรรมมากกว่าการตัดกรรม ส่วนผู้รับทำพิธีทั้งหลายก็ได้ชื่อว่า ทำในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน

ในพระไตรปิฎก มีพระพุทธพจน์ยืนยันเรื่องคนที่พยายามหนีกรรม แต่สุดท้ายก็ไม่อาจหนีพ้น จำต้องยอมจำนนต่ออำนาจของกฎแห่งกรรมอยู่หลายแห่ง แห่งหนึ่งมีความว่า

ไม่ว่าบนท้องฟ้า ไม่ว่าท่ามกลางมหาสมุทร
ไม่ว่าในหุบเขา ไม่มีสักแห่งเดียว
ที่คนทำกรรมชั่วหลบลี้อยู่ จะหนีพ้นกฎแห่งกรรม

ในพุทธประวัติ ท่านเล่าเรื่อง พระเจ้าวิฑูฑภะ กษัตริย์กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล ยกทัพไปราวีกรุงกบิลพัสดุ์อันเป็นบ้านเกิดเมืองบิดรของพระพุทธองค์อยู่ถึงสามครั้งสามครา กว่าจะตีกรุงกบิลพัสดุ์ให้ราบเป็นหน้ากลองได้ก็ต้องใช้เวลาอยู่นานพอสมควร ที่ใช้เวลานานไม่ใช่เพราะว่ากรุงกบิลพัสดุ์มีแสนยานุภาพที่เหนือกว่าอย่างใด แต่ไปติดขัดตรงที่พระเจ้าวิฑูฑภะทรงเกรงพระทัยพระพุทธเจ้า ผู้มีศักดิ์เป็นพระญาติผู้ใหญ่ของเจ้าศากยะทั้งหลายต่างหาก

นั่นคือ ครั้งแรกที่ทรงยกกองทัพมุ่งไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ พระพุทธองค์ทรงทราบเหตุการณ์นี้ ทรงเกรงว่า พระประยูรญาติและพลเมืองชาวศากยะจะต้องมาล้มหายตายจากสังเวยสงครามมหาภัยอย่างน่าสมเพช จึงเสด็จพุทธดำเนินไปประทับนั่งขวางทางเอาไว้ พอกองทัพยกมาแต่ไกล ใกล้จะเข้าเขตกรุงกบิลพัสดุ์ ทหารหาญเห็นพระพุทธองค์ทรงประทับขัดสมาธิอย่างสงบอยู่ใต้ต้นไทรก็ไม่กล้าเคลื่อนทัพผ่านไปด้วยเกรงพุทธบารมี แม่ทัพนายกองจึงสั่งให้ยกกองทัพกลับ

ครั้งที่สอง เมื่อสบโอกาส พระเจ้าวิฑูฑภะก็เคลื่อนทัพออกมามุ่งหน้าไปยังกรุงกบิลพัสดุ์อีก พระพุทธองค์ก็เสด็จออกมาประทับนั่ง ขวางทางอยู่เช่นเดิม ทหารหาญเห็นเช่นนั้นก็พากันยกกลับอีกเป็นคำรบสอง
แต่อย่างไรก็ตาม พระเจ้าวิฑูฑภะแม้จะทรงเกรงพระทัยพระองค์อยู่มาก ทว่าความแค้นในพระทัยของพระองค์ที่เจ้าศากยะเคยทำไว้ต่อพระองค์มีมากกว่า จึงไม่ทรงยอมเลิกราง่าย ๆ ครั้นกลับไปได้พักใหญ่ก็ทรงกรีธาทัพกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งที่สามนี้ทรงเดินทัพอย่างปลอดโปร่ง พระพุทธองค์ไม่เสด็จมาช่วยพระประยูรญาติชาวกบิลพัสดุ์เหมือนอย่างเคย เมื่อเบื้องหน้าไม่มีพระพุทธองค์มาขวางทางเดินทัพเอาไว้

เจ้าศากยะทั้งหลายพร้อมด้วยประชาชนพลเมืองจึงถูกกองทัพพระเจ้าวิฑูฑภะทำลายล้าง อย่างโหดเหี้ยมจนวงศ์ศากยะสูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ตราบจนบัดนี้
เหตุที่ในการยาตราทัพครั้งที่สาม พระพุทธองค์ไม่ได้เสด็จมาขวางทัพเอาไว้เหมือนสองครั้งแรก ก้เพราะทรงพิจารณาเห็นว่า ในอดีตชาติ เจ้าศากยะทั้งหลายเคยก่อกรรมชั่วเอาไว้ โดยการโปรยยาพิษลงในแม่น้ำ ทำให้ผู้ใช้น้ำต้องได้รับยาพิษล้มตายจำนวนมาก บัดนี้ถึงเวลาที่เจ้าศากยะทั้งหลายจะต้องชดใช้กรรมนั้นแล้ว ครั้งทราบความจริงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ “กฎแห่งกรรม” ที่ใคร ๆ ก็ไม่อาจขัดขวาง ผ่อนปรน หรือ “ตัด” ได้ จึงทรงปลีกพระองค์ออกมาเสีย ทรงวางอุเบกขาดูความเป็นไปของพระประยูรญาติอย่างสงบ

นี่แหละ คือ กฎแห่งกรรมที่ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”

เมื่อกฎแห่งกรรมอันเป็นสัจธรรมอมตะนี้ถึงเวลาให้ผลแล้ว แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายังต้องทรงยอมจำนนเปิดทางให้กฎแห่งกรรมทำงานของมันไปอย่างเที่ยงธรรม
ถามว่า เจ้าพิธีกรรมในการ “ตัดกรรม” ทั้งหลายเก่งมาจากไหน ถึงอาจหาญทำพิธีตัดกรรม ซึ่งแม้แต่พระพุทธเจ้ายังไม่ทรงสามารถทำได้มาก่อน ช่างเก่งกว่าพระพุทธเจ้าแท้ ๆ เชียว!

ตัดกรรมตามแนวพุทธ (๕) … ตอนจบ

ตัดกรรมตามแนวพุทธกันอย่างไร …  
การตัดกรรมตามแนวพุทธเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยวิธีการไม่ลึกลับซับซ้อนอะไรเลย ผู้ที่เคยทำความผิดพลาดมาก่อน เมื่อสำนึกได้ ตั้งใจจะตัดกรรม “ด้วยตนเอง” โดยควรเริ่มทำการตัดกรรมตามกรรมวิธี ดังนี้
๑. ตัดใจ …
คือ ตัดใจจากความคิด ความเชื่อที่ผิด กลับมาเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม เชื่อในกฎแห่งกรรมว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” หันมายอมรับนับถือความคิดเห็นที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทัศนะดำเนินชีวิตด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งที่คิด กิจที่ทำ และคำพูดอย่างคนมีปัญญา

๒. ตัดพฤติกรรม …
พฤติกรรมที่เป็นบ่อเกิดของความชั่ว ความผิดทุกชนิดต้องค่อย ๆ ลด ละ เลิก คือ ทำให้ลดน้อยถอยลงจนเบาบางหรือไม่มีเหลืออยู่อีกเลย แม้จะต้องใช้เวลาหน่อยก็ต้องทน เพราะพฤติกรรมต่าง ๆ ในทางไม่ดี หากเราไม่พยายามจะตัดออก มันจะกลายมาเป็นลักษณะนิสัยหรือบุคลิกประจำตัวไปจนตาย แล้วเจ้าพฤติกรรมที่ตัดไม่ขาดเหล่านี้เองจะคอยบงการให้ชีวิตหันเห ไปสู่วิถีทางที่เสื่อมทรามลงเรื่อย ๆ เช่น คนบางคนติดการพนัน หากไม่พยายามเลิก ในที่สุดพฤติกรรมนี้จะนำไปสู่ความล่มจมไม่เร็วก็ช้า

๓. ตัดกิเลส …
การตัดกิเลสก็คอืการหันมาดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง หรือทำสมาธิภาวนา พัฒนาสติปัญญาให้รู้เท่าทันมายา การของกิเลส จนเกิดการรู้แจ้งเห็นจริงในมรรค ผล นิพพาน สามารถมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญาบริสุทธิ์ ไม่ถูกกระตุ้นด้วยแรงขับของกิเลสอีกต่อไป

ในอดีตมีคนไปตัดกรรม ลบล้างความชั่วด้วยการอาบน้ำล้างบาป (เทียบการอาบน้ำมนต์ในปัจจุบัน) พระพุทธองค์ตรัสว่า หากการอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนสามารถชำระล้างบาปได้จริง กุ้งหอยปูปลาก็คงเป็นเทวดาผู้บริสุทธิ์ กันหมดแล้ว เพราะอยู่ในน้ำ ได้อาบน้ำตลอดเวลา บางคนตัดกรรมด้วยการทำพิธีสวดสาธยายมนต์ สะเดาะห์เคราะห์
ต่อชะตากรรมวิธีที่มีเจ้าพิธีเป็นคนนำ พระพุทธองค์ตรัสว่า การชำระล้างกรรมด้วยวิธีนี้ไม่มีประโยชน์อะไร เหมือนคนเอาก้อนหินโยนลงน้ำ ก้อนหินก็มีแต่จมน้ำ คนนับร้อยนับพันจะมานั่งสวดมนต์อ้อนวอนอยู่ริมฝั่ง
ให้ก้อนหินที่มีน้ำหนักลอยขึ้นมาหาได้ไม่ คนทำความชั่วมาก่อนก็เช่นกัน จะไปเข้าพิธีให้พระสวดอย่างไร กรรมชั่วก็หาได้หลุดออกไปจากตัวไม่

กล่าวอย่างถึงที่สุด วิธีตัดกรรมที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา ก็คือ การละความชั่วด้วยความดี ไม่ละความชั่วด้วยการพิธีสารภาพบาป หรือไถ่บาป หรืออาบน้ำชำระบาป พระพุทธองค์ทรงแนะนำว่า หากจะอาบน้ำชำระบาป ก็จงอาบด้วยน้ำแห่งความดีงามทางกาย วาจา และใจ จะดีกว่า และได้ผลกว่าอย่างแน่นอน

พระองคุลิมาล คือ ตัวอย่างของผู้ที่เคยเป็นคนเลว ทำความผิดพลาดมากมายในชีวิตมาก่อน ภายหลังท่านกลับใจได้ และใช้ชีวิตอยู่เหมือนกฎแห่งกรรมอย่างเป็นสุข เพราะท่านตัดกรรมถูกวิธีด้วยมรรควิธีที่กล่าวมาข้างต้น ก่อนปรินิพพาน ท่านฝากข้อคิดไว้เป็นอนุสรณ์แก่คนที่เคยทำผิดพลาดประมาทมาก่อนแล้วปรารถนาจะตั้งต้นชีวิตใหม่เอาไว้อย่างน่าสนใจ
อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพแปลข้อคิดอันคมคายของท่านไว้ดังนี้

(๑)ผู้เอยผู้ใดลำพองใจ ประมาทมาก่อน แต่กลับตัวได้ไม่นิ่งนอน
ถ่ายถอนชั่วช้าสร้างซาไป ผู้นั้นเหมือนจันทร์เพ็ญ ลอยเด่นดูงามอร่ามใส
ไม่มีเมฆมัวหมองเท่ายองใย ส่องหล้าทั่วไปสว่างเอย

(๒) บาปเอยบาปกรรม ที่ทำที่สร้างต่างต่างเรื่อง
ผู้ใดกั้นปิดอยู่นิตย์เนือง ด้วยกุศลเป็นเครื่องประคองใจ
ผู้นั้นเหมือนจันทร์เพ็ญ ลอยเด่นดูงามอร่ามใส
ไม่มีเมฆมัวหมองเท่ายองใย ส่องหล้าทั่วไปสว่างเอย.

http://ariyawellness.com/miracle_dhamma_03.php

About these ads

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s